โมเดลธุรกิจสัตว์วิเศษ
- dithanon Khrutmuang
- Jan 16, 2025
- 3 min read
Updated: Jan 21, 2025
Tradional Businesses should invest in the necessary digitized operational backbones
( Feng Zhu and Bonnie Yining Cao.Smart Rivals. Harvard Business Review Press;2024.)
Always invite AI to the table
(Mollick E. Co-Intelligence. Penguin; 2024.)
2 คำคมสำคัญที่ผม Dithanon Khrutmuang ยึดมั่นในสิ่งนี้นำมาประยุกต์ใช้จริงกับธุรกิจของตัวเองในประเทศไทย ซึ่ง 2 คำคมนี้แม้อยู่ในหนังสือคนละเล่ม แต่ความหมายกับสอดคล้องไปทางเดียวกัน นั้นคือ ธุรกิจจำเป็นที่ต้องมีความสามารถด้าน ดิจิทัล หรือ data และ เอไอ เป็นตัวช่วยสำคัญในธุรกิจของผมและเช่นเดียวกับธุรกิจของคุณ ดังนั้นนี่คือเรื่องสำคัญสำหรับคุณในฐานะเจ้าของหรือผู้นำธุรกิจ ตราบใดที่ธุรกิจของคุณมีรายได้ต่อปีมากกว่า 1 ดอลล่า ( has a profit of more than 100,000 USD per year ) เรื่องที่ผมจะบอกคุณต่อไปนี้คือเรื่องที่คุณไม่ควรพลาด
เรื่องแรก ให้ลืมเรื่องการสเกลธุรกิจที่ต้องการเติบโตต่อปีมากกว่า 150% ต่อปีไปก่อน สิ่งแรกที่เจ้าของธุรกิจอย่างคุณต้องตระหนักนั้นคือ ธุรกิจของคุณต้องอยู่รอดให้ได้ด้วยความสามารถในการทำกำไร (Profitability)
เรื่องต่อมา หากคุณทำเรื่องแรกได้ดีแล้ว ค่อยพัฒนาลงทุนใน เรื่อง Data หรือ AI ซึ่งจะช่วยพัฒนาขีดความสามารถธุรกิจของคุณมากยิ่งขึ้นไป ทั้งทางด้าน ความสามารถในการทำกำไร P (Profitability), ความพึงพอใจของลูกค้า C (Customer Satisfaction)
ข้อสุดท้าย ถึงเวลาที่คุณกลับมาคิดถึงการสเกลธุรกิจ ในการเพิ่มความสามารถในการเติบโต G (Business Growth)
ทั้งหมดนี้เป็นกลยุทธ์ที่ผมรวบรวมและดัดแปลงจากคอร์สเรียนและหนังสือที่ผมได้อ่าน แล้วนำมาประยุกต์ใช้จริงกับธุรกิจตัวเอง แล้วหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์กับธุรกิจเช่นกัน แน่นอนมันไม่มีสูตรแบบ no One size fits all solution ดังนั้นจึงเป็นที่มาที่ทำให้เกิด Power Ladder ที่จะสร้างสูตรเฉพาะตัวสำหรับธุรกิจของคุณขึ้นมา ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Predictive Business และ โมเดลสัตว์วิเศษ
โดยความหมายของ Predictive Business คือ การใช้ Data ที่ธุรกิจมีนำมาวิเคราะห์หาโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยขั้นตอนการในการวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้ผู้เชี่ยวชาญหรือ AI ก็ได้เช่นกัน
ย้อนกลับไปที่คำคมของ Feng Zhu , Bonnie Yining Cao และ Mollick E ที่กล่าวว่า ทุกธุรกิจจำเป็นต้องมี Data และ AI ทำไมพวกเขาถึงบอกเราเช่นนั้น คุณควรมีไว้เพื่อธุรกิจของคุณดูทันสมัย เพื่อที่จะบอกเหล่า Stakeholder ของคุณว่าคุณมีสิ่งเหล่านี้แล้วนะ ผมคิดว่านั้นไม่ใช่คำตอบที่ดีเท่าไหร่ เพราะทุกๆครั้งที่คุณลงทุนในเรื่องเหล่านี้ นั้นถือว่าเป็นรายจ่ายของธุรกิจของคุณไปแล้ว
คำตอบที่แท้จริงคือ เจ้าของหรือผู้นำธุรกิจเช่นคุณต้องพยายามใช้ความสามารถของ Predictive Business ในการเพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน ลดความเสี่ยง หรือพูดง่ายๆว่าตัดสินใจได้ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้นจากการมี Data และ AI อยู่ข้างตัวคุณเอง
บริหารธุรกิจอย่างมีคุณภาพด้วยโมเดลสัตว์วิเศษ

อย่างที่คุณได้ชมในวิดีโอสัตว์วิเศษ คุณจะเห็นได้ว่าธุรกิจถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภทตามรูปข้างล่างนี้ ได้แก่ คน ,ไดโนเสาร์,อูฐ และ ยูนิคอร์น
โดยถูกวางลงในตำแหน่งของแกน X ที่หมายถึงความเสี่ยงในการลงทุน (Investment Risk) แกน Y ที่หมายถึง Predictive Business Level

เริ่มต้นด้วยคน แทนความหมายเป็นเจ้าของธุรกิจลุยเดี่ยว ที่อาจมีทีมงานรวมถึงตัวคุณเองไม่เกิน 5 คน เป็นต้วแทนของผู้เริ่มต้นทำกิจการซึ่งในช่วงแรกคุณจะมีความเสี่ยงที่ต่ำในการทำธุรกิจเนื่องจากคุณไม่ได้ลงทุนอะไรไปมาก คุณจะยังสามารถปรับเปลี่ยนเป้าหมายทางธุรกิจไปได้เรื่อยๆ คุณอาจจะเน้นแค่ในเรื่องยอดขายเล็กน้อย และทำให้ลูกค้ากลุ่มเล็กๆรักในธุรกิจของคุณ แต่จุดอ่อนคือการที่คุณขาด Predictive Business นั้นส่งผลต่อการที่คุณจะเพิ่มความสามารถในการทำกำไร P (Profitability) ความพึงพอใจของลูกค้า C (Customer Satisfaction) และความสามารถในการเติบโต G (Business Growth)
ดังนั้นเมื่อถึงจุดที่คุณเติบโตมาได้สักพักหนึ่งก็ถึงทางเลือกต่อไปว่าจะใช้สัตว์วิเศษอะไร เพื่อทำให้ธุรกิจของคุณก้าวต่อไป

สัตว์วิเศษช่วยคุณได้อย่างไร ?
ไม่ใช่แค่ทีมงานและผู้คน ไม่ใช่แค่ทรัพย์สินและจำนวนเงิน ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีหรือกลยุทธ์ แต่ทุกๆอย่างถูกรวมกันเป็นบริษัท ที่เรียกสั้นๆง่ายว่า สัตว์วิเศษ
หากคุณลองให้ Jeff Bezos มาแข่งคณิตศาสตร์กับนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วไป คำตอบคือ Jeff Bezos อาจชนะหรือแพ้ก็ได้ แล้วต่อให้นักศึกษาคนนั้นชนะ Jeff Bezos แบบขาดลอยก็ไม่ได้หมายความนักศึกษาคนนั้นจะสามารถทำธุรกิจแล้วรวยเท่า Jeff Bezos ได้ แต่สิ่งที่ Jeff Bezos ณ ปี 2024 ชนะนักศึกษาคนนั้นอย่างแน่นอนในเรื่องธุรกิจ เพราะ Jeff Bezos มี Amazon ก็เหมือนกับ แลร์รี เพจ มี Google และ Jensen Huang ที่มี Nvidia
สัตว์วิเศษนี่เองที่เป็นสิ่งสำคัญที่มากกว่าความสามารถเฉพาะตัวของเจ้าของธุรกิจที่สามารถทำนายได้ว่าธุรกิจนี้จะสำเร็จอย่างมาก ในทางกลับกันสัตว์วิเศษ ยังบ่งชื้ได้ว่าธุรกิจนี้อาจล้มเหลวในอนาคตอันใกล้แล้วก็ได้
ผมได้เปรียบเทียบการตัดสินใจทางธุรกิจกับสัตว์วิเศษอย่างที่เห็นตามภาพด้านล่าง

Dinosaur
หากเจ้าของธุรกิจอย่างคุณกำลังขี่ไดโนเสาร์ นั่นเท่ากับคุณกำลังทำธุรกิจแบบเก่า คุณกำลังขาดตัวชี้วัด ไม่ใช้เทคโนโลยี หรือ AI ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ท้ายบทความเรามีคำถามเพื่อหาว่าคุณกำลังขี่ไดโนเสาร์อยู่รึเปล่า และด้วยไดโนเสาร์ มี High Investment Risk แต่มี Low Predictive Business ดังนั้นธุรกิจจึงสุ่มเสี่ยงที่ในอนาคตความสามารถในการทำกำไร P (Profitability) ในธุรกิจที่เลือกขี่ไดโนเสาร์อาจล้มเหลวได้ นั้นจึงส่งผลต่อ ความพึงพอใจของลูกค้า C (Customer Satisfaction) และ ความสามารถในการเติบโต G (Business Growth) ที่อาจลดทอนลงตามกันไป จนอาจอยู่สภาวะธุรกิจ Decline


2. Unicorn - an extraordinary creatures
เป็นสัตว์วิเศษที่ปราดเปรียว วิ่งทะยานไปข้างหน้าท่ามกลางทุ่งหญ้าที่เขียวอุดมสมบูรณ์ ธุรกิจที่เป็นยูนิคอร์นสามารถสเกลธุรกิจให้ขยายเติบโตได้ในวงกว้างได้เวลาที่รวดเร็ว โดยมีทรัพยากรในการลงทุนที่มากมาย ธุรกิจแบบยูนิคอร์นมักมุ่งไปที่การสร้างสินค้าและบริการที่เปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้า เช่น Uber หรือ Grab ที่เปลี่ยนวิธีการสั่งอาหาร แทนที่จะไปสั่งอาหารที่ร้าน ณ ตอนนี้เราสามารถสั่งอาหารได้ทันทีผ่านแอป กลยุทธยูนิคอร์นสามารถทำให้ธุรกิจคุณขยายได้เร็ว นักธุรกิจหลายคนหวังจะเป็นยูนิคอร์นให้ได้ในสักวัน เพราะเขามีทรัพยากรไม่จำกัดและมีศักยภาพทางธุรกิจสูง อย่างไรก็ดี การเป็นยูนิคอร์นต้องลงทุนสูงกว่าปกติ จุดที่ต้องระวังของยูนิคอร์นคือการใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการสร้าง Platform หรือ Large Ecosystem แม้ว่าจะมี High Predictive Business เพื่อลดความเสี่ยงลงไปได้บ้าง แต่การที่คุณต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อแลกกับความความสามารถในการเติบโต G (Business Growth) ดูเหมือนก็ยังเสี่ยงเกินไปอยู่ดีในการสร้าง Ecosystem ขนาดใหญ่ และยากที่จะมีผู้ประกอบการเริ่มต้นธุรกิจด้วยแนวคิดแบบนี้ ตัวอย่างอื่นๆธุรกิจประเภทยูนิคอร์น คุณจะพบได้จากธุรกิจ Platform เช่น Amazon, Google ,Facebook ฯลฯ


Camel : กว่า 95% ของเจ้าของธุรกิจควรเลือกมากกว่ายูนิคอร์น
เพราะยูนิคอร์นจะพาคุณสร้างกลยุทธอันมุ่งไปที่กำไรของธุรกิจในระบบ นั่นจะทำให้ตัวสินค้าและบริการเองมีความต้องการกลุ่มลูกค้าเฉพาะ นั่นเองที่เรียกว่า Grow your own Ecosystem ( Feng Zhu and Bonnie Yining Cao.Smart Rivals. Harvard Business Review Press;2024.) เหมือนวิธีของ Pop Mart ที่มุ่งการสร้างสินค้าอย่างอาร์ตทอยสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบ เมื่อ Pop Mart สร้างสะพานสำหรับลูกค้าให้เข้าถึงร้านค้าพร้อมสิ่งที่น่าสนใจอย่าง"กล่องสุ่ม" เขาสามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้า มากกว่านั้น Pop Mart ยังทำ Predictive Business เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุนของธุรกิจ เช่น การลดคุณภาพสินค้าซึ่งลูกค้าไม่ปลื้มนัก
ในขณะที่อูฐสามารถอยู่ได้นาน ๆ ท่ามกลางทะเลทรายร้อน ๆ โดยไม่ต้องการน้ำและอาหาร ทั้งยังสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่แปรปรวน พวกมันอยู่รอดได้แม้ในสภาพอากาศที่ไม่เป็นมิตร นี่เปรียบได้กับการทำธุรกิจในยุคหลังโควิด เพราะมันสามารถบรรลุเป้าหมายได้ด้วยการทำงบให้เหมาะสมและคุ้มค่าจากทรัพยากรที่มีจำกัด
อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นในบทที่แล้ว อูฐสามารถเอาตัวรอดได้เป็นอย่างดี ยิ่งในเวลาที่คับขัน ยากแค้น หรือมีทรัพยากรจำกัด ในขณะที่ยูนิคอร์นมีทุกสิ่งทุกอย่างอุดมสมบูรณ์
ในเรื่องธุรกิจหากคุณต้องการเป็นยูนิคอร์น แน่นอนคุณต้องได้รับการระดมทุนที่มากเพื่อที่คุณจะทำธุรกิจให้เติบโตแบบสุดกำลัง ขยายธุรกิจไปได้อย่างรวดเร็วที่สุด โดยไม่ต้องสนใจว่าจะเสียเงินลงทุนไปเท่าไหร่หรือเรื่องงบประมาณลงทุนอาจถูกพิจารณาเป็นอันดับสุดท้าย แน่นอนนั้นคือคุณหากต้องการขี่สัตว์วิเศษที่ชื่อยูนิคอร์น แต่หากคุณไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจที่กำลังจะ VC เร็วๆนี้ ผมขอแนะนำสัตว์วิเศษที่ชื่อว่า อูฐ

การได้มาของ Predictive Business ที่ต้นทุนต่ำกว่าเป็นความสามารถพิเศษของอูฐ
จากบทความของ Tanya Menon และ Leigh Thompson ”How to make Better Decisions with Less Data”,HBR Special Issue Fall 2023:32 ได้กล่าวสรุปไว้การตัดสินโดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่น้อยนั้นสามารถทำได้จริง เมื่อนำมาประยุกต์กับการตัดสินใจว่าจะทำ Predictive Business ในแบบฉบับคนขี่ยูนิคอร์น Vs คนขี่อูฐ ผลที่ได้เป็นดังนี้ครับ
Define
กำหนดปัญหาที่คุณต้องตัดสินใจโดยใช้ข้อมูล หากคุณเลือกขี่ยูนิคอร์น คุณคงกำหนดปัญหาธุรกิจของคุณไว้หลากหลายเกินความจำเป็นในการตัดสินใจ เช่น ใช้เวลาและงบประมาณในการค้นว่าจะเลือกใช้สีอะไร หรือ ฟ้อนต์ตัวหนังสือแบบไหนในการดึงดูดลูกค้าได้เพียงเล็กน้อย
แต่หากคุณเลือกขี่อูฐ คุณคงเลือกระบุและตั้งคำถามไปที่ปัญหาสำคัญที่สุดมาก่อน เช่น จะทำอย่างไรเพื่อเพิ่มกำไรให้มากกว่าปีที่แล้ว หรือ จะทำอย่างไรที่จะได้รับส่วนแบ่งทางการตลาดชนะคู่แข่ง
ซึ่งคำตอบที่ได้จากการวิเคราะห์ทางธุรกิจในเรื่องเหล่านี้มีแนวโน้มสูงที่คุณจะนำไปใช้จริง แต่หากคำตอบของการลงทุนวิเคราะห์ไม่ได้เปลี่ยนการตัดสินใจของคุณ คุณก็ไม่ควรต้องเสียงบประมาณในการทำมันตั้งแต่แรก
Integrate
การรวบรวมข้อมูล คือการกำหนดวัตถุประสงค์ข้อมูลที่จำเป็นและเพียงพอในการวิเคราะห์ปัญหาธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องเอาข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ให้เสียเวลา ก็เหมือนกับที่คุณเปิดรูปภาพจิ๊กซอร์ที่ละส่วนแล้วให้ทายว่ารูปนี้คือรูปอะไร เมื่อคุณเลือกสุ่มเปิดแผ่นป้ายบางส่วน แล้วมั่นใจสัก 60 ถึง 80 % คุณก็แค่ทายมันออกมา โดยไม่จำเป็นต้องเปิดรูปทั้งหมด นี่คือวิถีของคนขี่อูฐ
แต่หากคุณเลือกขี่ยูนิคอร์น คุณคงต้องรอเปิดแผ่นป้ายให้ครบ 100% แล้วคงทาย สิ่งนั้นอาจทำให้แม่นยำ แต่หากแลกกับค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่มากมาย คุณว่ามันคุ้มไหมครับ
Explore
สำรวจผลวิเคราะห์ข้อมูลโดยแนวทางความคิดหลายๆมุมมอง เช่น หากคุณต้องการยอดขายที่มากขึ้น คุณอาจตัดสินใจลดราคา เรื่องนี้อาจทำให้ยอดขายมากขึ้น แต่อาจทำให้ภาพลักษณ์สินค้าของคุณดูแย่ลง ซึ่งความซับซ้อนและขั้นตอนที่มีมากเกินไปในการค้นหาคำตอบนั้นหมายถึง คุณกำลังขี่ยูนิคอร์นโดยไม่รู้ตัว ลองลดความซับซ้อนดูครับ เช่น หากจำเป็นต้องทำ Survey หรือ Focus Groups ก็ให้ทำแต่พอดี เพราะอย่าลืมว่าทุกๆครั้งที่คุณพยายามค้นหาคำตอบคุณเองกำลังเผาเงินของคุณอยู่เพื่อแลกกับความถูกต้อง ในขณะที่หากคุณเลือกที่จะไม่พยายามค้นหาคำตอบก็เท่ากับว่าคุณจะไม่มี Predictive Business เลย ก็เหมือนกับคุณหลับตาขับรถ คุณต้องเลือกให้พอดี
Test
ทดสอบสมมุติฐาน แต่ก็มีข้อควรระวังคือ หลายๆคนมักจะทำการทดสอบไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้ผลตามการทดลองตามสิ่งที่เจ้าของธุรกิจคิดไว้ก่อนแล้ว นั้นก็เป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์ ถ้าเป็นเช่นนั้นให้กลับไปดูข้อที่ 1 ใหม่นั้นคือ Define กำหนดปัญหาที่คุณต้องตัดสินใจโดยใช้ข้อมูล โดยมีข้อสังเกตที่ว่าหากคำตอบของการลงทุนวิเคราะห์ไม่ได้เปลี่ยนการตัดสินใจของคุณ คุณไม่จำเป็นต้องเสียงบประมาณในการทำมันตั้งแต่แรก
และทั้งหมดนี้คือหลักการทำ Predictive Business สำหรับคนขี่อูฐมักทำกัน คือ ลงทุนวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การลงทุนที่น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แลกกับการเสียความแม่นยำลงไปบ้าง ในขณะที่คนขี่ยูนิคอร์นมีงบลงทุนในการเก็บข้อมูลถึงขั้นทำ Big Data และมีทีมงานอยู่มากมายที่พร้อมใช้เวลากับเรื่องนี้โดยเฉพาะเพื่อความแม่นยำที่เพิ่มมากขึ้นราว 5 ถึง 10 % หรือ วิเคราะห์ออกมาแล้วก็ไม่ได้นำมาใช้ช่วยในการตัดสินใจ หรือมีไว้เท่ ๆ ก็ปล่อยเขาไปเถอะครับ
ความสำเร็จของธุรกิจต้องมีตัวชี้วัด
หลังจากระบุปัญหา หรือ เป้าหมายทางธุรกิจได้แล้ว ขั้นต่อไปเป็นกระบวนการ Predictive Business นักธุรกิจ หรือผู้ประกอบการ ต้องมีความเข้าในสุขภาพธุรกิจของตน เหมือนเราป่วย แล้วไปหาหมอ หมอจะวินิจฉัยโรค และบอกว่าเราป่วยโรคอะไร ในขั้นนี้เราจะแยกปัญหาธุรกิจเป็น 3 มุมมองที่ผมได้เรียนรู้จากคอร์สออนไลน์ของ Harvard Business School มุมมองที่ว่านี้คือ
P - Profitability การทำกำไร
การใช้ Predictive Business เพื่อหากระแสเงินสด หรืองบดุล สามารถช่วยรู้ปัญหาที่อาจเกิด
อย่างไรก็ดี เราลงลึกกว่านี้ เพื่อแก้ไขปัญหาจริง ๆ เราต้องวิเคราะห์ปัญหาอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น ทำไมกระแสเงินสดไม่ดีแม้งบดุลจะดี นั่นเพราะเราไม่เข้าใจรายละเอียดถึงแก่นของปัญหา มันอาจเป็นเพราะการตั้งราคาที่ผิด ใช้งบเยอะเกินจำเป็น หรือแม้แต่การฉ้อฉลในองค์กร
C - Customer Satisfaction ความพอใจของลูกค้า
คุณจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าสินค้าและบริการยังเป็นที่ต้องการอยู่ โดยเฉพาะลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ผลข้อมูลจากการเก็บแบบสอบถาม หรือกระบวนการสำรวจ รวมกับกระบวนการผ่านโซเชี่ยลมีเดียและเว็บไซต์ สามารถทำให้เรารู้ได้ว่าลูกค้ายังรักสินค้าหรือบริการเราอยู่หรือไม่ คุณอยากให้ลูกค้าอยู่กับแบรนด์คุณไปนาน ๆ หรือไม่ คุณต้องรู้ว่าอะไรที่จะทำให้ลูกค้าไม่พอใจ และหายไป Predictive Business สามารถให้คำตอบคุณได้
G - Business Growth
มุมมองนี้เป็นตัวชี้วัด ว่าธุรกิจใช้จ่ายไปเท่าไรกับตัวสินค้าหรือบริการสำหรับลูกค้าที่ไม่ใช่ลูกค้าหลัก เราจะสร้างตัวชี้วัดว่าธุรกิจคุณควรจะลงทุนไปในทางใด ไม่ใช่ลงทุนเฉพาะการประชาสัมพันธ์ หรือการตลาด คุณต้องรู้ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุนไปจะทำกำไร และทำให้ธุรกิจคุณเติบโต
สรุป
เมื่อคุณระบุปัญหาทางธุรกิจของคุณได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่คุณจะให้คะแนนการดำเนินการทางธุรกิจของคุณในแต่ละเสาหลักทางธุรกิจ และเสาต้นใดต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วน แค่รู้ปัญหายังไม่พอ เหมือนหมอที่รักษาคนไข้แล้วยังต้องนัดดูผลการรักษา เพื่อสังเกตุอาการที่ไม่ปรกติ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันระหว่างสุขภาพคนกับสุขภาพธุรกิจคือ การใช้ยารักษา ปัญหาธุรกิจต้องดูจาก 3 เสาหลัก

ผม ดิตถานนท์ ครุฑเมือง ผู้เขียนบทความนี้ เจ้าของธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีข้อมูลและ AI กับธุรกิจของตัวเองมาแล้ว
หากท่านต้องการที่ปรึกษาทางธุรกิจ ท่านสามารถปรึกษากับเราเพื่อหาวิธีการใช้ Data และ AI ที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ ทั้งในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง (Mitigate Risk) และลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวให้ธุรกิจของคุณได้แล้ววันนี้




Comments